พระราชวังเครมลิน

posted on 24 Oct 2009 10:32 by leafless

  

พระราชวังเครมลิน

 

ด้านนอกพระราชวังเครมลิน

                   ภายในกำแพงอิฐหนาสีแดงของเครมลิน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นจุดศูนย์กลางของมอสโก รวมถึงเป็นศูนย์กลางของรัสเซียทั้งประเทศ

    พระราชวังเครมลิน มักเป็นคำที่คนชอบใช้เรียกสถานที่แห่งนี้ แต่แท้จริงแล้ว คำว่า เครมลินในภาษารัสเซียนั้น มีความหมายแปลว่าป้อมปราการ ซึ่งภายในป้อมปราการหรือเครมลินนั้นก็จะประกอบไปด้วยพระราชวัง วิหารสำคัญๆ และที่ทำการของรัฐบาลต่างๆ แต่เรามักเรียกกันแบบรวมๆ ไปว่าพระราชวังเครมลิน

 

ป้อมประตูทางเข้าเครมลิน

              ความน่าสนใจของเครมลินเริ่มขึ้นตั้งแต่ป้อมประตูแล้ว โดยรอบเครมลินนี้มีป้อมหรือหอคอยอยู่ทั้งหมด 20 แห่ง ป้อมแต่ละป้อมก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ความสูงของป้อม การตกแต่ง เช่นบางป้อมมีดาวแดงประดับอยู่บนยอด บางป้อมทำเป็นหอนาฬิกา สำหรับป้อมที่เราเดินเข้ามานี้ก็เป็นอีกป้อมหนึ่งที่มีดวงดาวประดับอยู่ ห่างจากป้อมประตูมาไม่ไกลนัก มองทางซ้ายมือเห็นตึกสีเหลืองคืออาคารคลังแสงโบราณ สังเกตได้จากปืนหลายกระบอกที่ตั้งอยู่ด้านหน้า รวมทั้งใกล้ๆ กันนั้นก็ยังเป็นที่ทำการของประธานาธิบดีปัจจุบันอีกด้วย

 

           ที่ทำการของประธานาธิบดีปัจจุบันของรัสเซีย

ปืนใหญ่เก่าแก่

 เมื่อหันมองทางขวามือก็จะมีปืนใหญ่กระบอกโตตั้งอยู่ มีนักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มๆ ปืนใหญ่ที่มาตั้งอยู่ที่นี่เรียกกันว่า ปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1586 ว่ากันว่าเป็นปืนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักถึง 40 ตันด้วยกัน แถมด้านหน้าปืนใหญ่ยังมีลูกกระสุนตั้งซ้อนกันอยู่ด้านหน้า 4 ลูก โดยแต่ละลูกก็หนักถึง 1 ตันทีเดียว แต่ปืนใหญ่กระบอกนี้ก็ไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน

ระฆังใบใหญ่ที่สุดในโลก น่าเสียดายที่แตกร้าว            

และหากเดินไปอีกนิดก็จะเจอสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกแล้ว นั่นก็คือ ระฆังของพระเจ้าซาร์ เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนักกว่า 200 ตัน และมีลวดลายสวยงามบนตัวระฆัง น้ำหนักมากขนาดนี้หากแกว่งทีหนึ่งก็คงจะเสียงดังกังวานไปไกล แต่น่าเสียดายที่ระฆังนี้ยังไม่เคยมีเสียงหรือไม่เคยถูกใช้สักครั้ง เพราะในขั้นตอนการหล่อยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ ตัวระฆังยังอยู่ในเตาหล่อใต้ดิน ก็เกิดไฟไหม้ขึ้นภายในเครมลิน หลังจากเพลิงสงบน้ำที่ใช้ดับไฟได้ซึมลงไปในเตา อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ระฆังร้าวและแตกออกมาอย่างในภาพที่เห็น เป็นเหตุให้ระฆังใบนี้ต้องมาตั้งอยู่ที่พื้นพร้อมกับชิ้นส่วนที่แตกออก (เฉพาะส่วนที่แตกก็มีน้ำหนักถึง 11 ตันแล้ว) แทนที่จะได้แขวนอยู่บนหอระฆังอย่างสง่างาม

 

 

หอระฆังอิวาน

แต่หากระฆังใบนี้หล่อเสร็จสมบูรณ์โดยไม่แตกร้าว ก็จะได้นำไปแขวนไว้ที่ "หอระฆังอีวาน" ซึ่งเป็นหอระฆังขนาดใหญ่และสูงที่สุดในเครมลิน มีความสูงถึง 81 เมตร สร้างโดยเจ้าฟ้าชายอิวาน ผู้ทรงมีสมญานามว่าอิวานถุงเงิน แต่เดิมนั้นหอระฆังนี้สูงเพียง 60 เมตรเท่านั้น แต่ภายหลังได้มีการต่อเติมให้สูงขึ้นไปอีกอย่างในปัจจุบัน และมีระฆังแขวนอยู่ถึง 21 ใบด้วยกัน

 

 

โบสถ์อัสสัมชัญ ในเครมลิน

เมื่อเดินผ่านหอระฆังอิวานเข้ามาแล้ว เราก็จะพบกับส่วนที่สวยงามแห่งหนึ่งของเครมลิน นั่นก็คือ "จัตุรัสวิหาร" ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหาร 3 หลังที่สำคัญ นั่นก็คือวิหารอัสสัมชัญ วิหารอันนันซิเอชั่น และวิหารอาร์คาเกล สำหรับวิหารที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดในเครมลินก็คือวิหารอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นวิหารที่ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของแม่พระมารีย์ผู้กำเนิดพระเยซู ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญๆ อย่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าซาร์

เมื่อมองจากด้านนอกจะเห็นความงดงามโดดเด่นจากยอดโดมสีทองสดใสมีไม้กางเขนประดับอยู่ด้านบนทั้ง 5 ยอด ตัดกับหินสีขาวที่ประกอบเป็นตัววิหาร ยิ่งเมื่อเข้าไปด้านในยิ่งเห็นถึงความงามอลังการ มีภาพเขียนแบบเฟรสโก้ (ปูนเปียก) วาดเป็นรูปนักบุญและพระสังฆราชต่างๆ รวมทั้งเป็นที่วางหีบพระศพของพระสังฆราชอีกด้วย ส่วนวิหารอีกสองหลังนั้นก็เป็นวิหารที่พระเจ้าซาร์และพระบรมวงศานุวงศ์ใช้ประกอบพิธีในศาสนาต่างๆ รวมถึงเป็นสุสานฝังศพพระเจ้าซาร์องค์แรกๆ อีกด้วย


ออกจากจัตุรัสวิหารมาแล้ว เราก็กำลังจะเดินผ่านส่วนสำคัญที่สุดของเครมลิน นั่นก็คือ "พระบรมมหาราชวัง" ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์และพระบรมวงศานุวงศ์ นักท่องเที่ยวไม่มีโอกาสเข้าไปชมอย่างใกล้ชิด ได้เพียงแค่ดูอาคารสถาปัตยกรรมด้านนอกเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันนี้ พระราชวังเครมลินได้ใช้เป็นที่จัดงานสำคัญๆ ของประเทศเท่านั้น

พระราชวังเครมลินถือเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดในเครมลิน โดยมีคอนสแตนติน ธอน ซึ่งเป็นช่างที่ได้ศึกษาศิลปกรรมของอิตาลีมาเป็นช่างผู้ออกแบบ พระราชวังซึ่งเป็นอาคารสีครีมมียอดโดมทรงกลมยอดแหลมอยู่ตรงกลางแห่งนี้จึงมีกลิ่นอายของศิลปะอิตาเลียนผสมอยู่ไม่น้อย ว่ากันว่า มีห้องหับต่างๆ ในพระราชวังนี้ถึง 700 ห้องเลยทีเดียว เรื่องความสวยงามนั้นก็มาเป็นที่หนึ่ง โดยมีทั้งเครื่องตกแต่ง ภาพประดับภาพฝาผนัง รวมไปถึงโคมไฟหรือแชนเดอร์เลียอลังการที่ประดับอยู่มากมาย

       เมื่อเดินผ่านส่วนของพระราชวังมาแล้ว คราวนี้เราก็จะไปชมบรรดาสิ่งสวยงามและมีคุณค่าทั้งทางด้านราคาและด้านประวัติศาสตร์ของชาวรัสเซียกันที่"พิพิธภัณฑ์อาร์เมอร์รี่แชมเบอร์"พิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศรัสเซีย ที่พระเจ้าอล็กซานเดอร์ที่ 1 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บสะสมทรัพย์สมบัติล้ำค่าต่างๆ ซึ่งเมื่อฉันได้ไปเห็นแล้วก็ต้องบอกว่าสมบัติเหล่านี้ล้ำค่าจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฉลองพระองค์ของเหล่ากษัตริย์และพระราชินี เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ในราชสำนักต่างๆก็ล้วนแต่สวยงามละลานตาไปหมด

สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือ มงกุฎโมนามาค ซึ่งซาร์ทุกพระองค์จะต้องสวมมงกุฎนี้ในพิธีบรมราชาภิเษก และจะต้องมีคทาและลูกโลกประกอบด้วย มงกุฎของพระนางแอนนาก็เป็นมงกุฎที่งดงาม ประดับด้วยเพชรแท้ 2,500 เม็ด มีอัญมณีสีแดงประดับอยู่ด้านบนมงกุฎด้วย

ราชรถหรือรถม้าก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การชม เช่นราชรถที่พระนางอลิซเบธเคยใช้ในการเดินทางจากเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมายังกรุงมอสโก เพื่อเข้าพิธีบรมราชาภิเษกในปีค.ศ.1742 โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 7 วัน ใช้ม้าทั้งหมด 100 ตัว ผลัดเปลี่ยนม้าทุกๆ 3 ชั่วโมง ราชรถแต่ละคันก็ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยศิลปะแบบต่างๆ โดยโดยส่วนใหญ่จะเป็นราชรถที่มาจากยุโรปมีศิลปะสวยงามมาก

อ้างอิง

www.oknation.net/blog/phakri


       




 

 

 


     



 

 

 

Comment

Comment:

Tweet